discount

ล้างสต๊อกราคาเหล่านี้ต่ำกว่าทุน เรียกว่าแม่ค้าขาดทุน

หมดแล้วหมดเลยนะคะ รีบๆ สอยราคาคุ้มๆ แบบนี้แม่ค้าซื้อยกทีละ 50-100 ชิ้นยังไม่ได้เลยค่ะ

sosnail@ 500

6z
ชาเกะ8@ 700

5t
pico@ 650

gq
มาส์กเต้าหู้ โมริตายะ (ญี่ปุ่นแท้) @400

IMG_1385
pasjel ฟ้า (ปรับสีผิวกาย) @350

Pasjel Everbright Blue Body Cream Packaging - Thetouchofyellow (1)

pasjel เหลือง (แก้ผิวแตกลาย)@ 250

ดาวน์โหลด
pasjel ม่วง (รักษาขาหนีบรักแร้ดำ)@ 160

images (2)
pasjel ชมพู (มาส์กสิว)@ 250
0r

กลูต้าวิงส์ออร่า บายแนนนี่@ 200

 28 002-tile.jpg

Abby CC ผิวตัวแต่สเปคเนียนๆ แบบcc สำหรับหน้า เกาหนลีแท้ๆ @250

142
Face Clear อาหารเสริมเกาหลีแท้ รักษาสิว หน้าขาวเด้ง @350

tt

Cathy Doll ปรับผิวขาวก่อนรองพื้น @ 50

1

มิรัม สโนว์ (ผิวขาววิงส์ๆ ผสมไข่มุกแท้ นำเข้าจากเกาหลี)  @ 350

1379677030

สบู่ love soap (ปรับสีผิวตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ เกาหลีแท้) @250

1452143_737545306274590_1948223052_n

สบู่ไข่ขาวสวีเดน @30

images_1-1660671

มาส์กกล่องละ 10 แผ่น เหลือกล่องละ 120 บาท อย่าว่าแต่ซื้อไปใช้ซื้อไปขายต่อยังกำไรเห็นๆ จ้า

92-hm114b 93-hm114g (1) 94-hm114p 95-hm114y 155-km002 181-mz001o 192-ji006l 193-ji006s    242-hm154b 244-hm154y 243-6486-hm154g

ทับทิม สรรพคุณและประโยชน์ของทับทิม 41 ข้อ !

ทับทิม

ทับทิม
ทับทิม (Pomegranate) เป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอิหร่านทางตอนใต้ของอัพกานิสถาน ผลไม้ชนิดนี้จะชอบอากาศหนาวเป็นพิเศษ ยิ่งหนาวมากเท่าไหร่เนื้อทับทิมนั้นจะมีสีแดงเข้มมากขึ้นเท่านั้น และยังเป็นผลไม้มงคลของคนจีนอีกด้วย ด้วยความที่ทับทิมมีเมล็ดมากจึงสื่อความหมายถึงการมีลูกชายมากๆด้วยนั่นเอง โดยกิ่งใบของทับทิมก็นำมาใช้ในพิธีการต่างๆ ที่มีน้ำมนต์ในประกอบพิธี หรือนำมาใช้พรมน้ำมนต์เพราะเชื่อว่ามีไว้ติดตัวจะช่วยในเรื่องการคุ้มครองภัยอันตรายต่างๆได้ด้วย
ทับทิม ยังถือว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ โดยประโยชน์ของทับทิม และสรรพคุณของทับทิมนั้นมีมากมาย ด้วยทับทิมนั้นเป็นผลไม้ที่มีรสหวานออกเปรี้ยว น้ำทับทิมจึงมี วิตามินซี สูงและยังประกอบด้วยเกลือแร่ต่างๆที่มีประโยชน์ต่อร่างกายจึงช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และนอกจากนี้ยังมีสรรพคุณเป็นเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย อย่างเช่น บรรเทาอาการของโรคหัวใจ รักษาความมันโลหิตสูง ช่วยลดสภาวะการแข็งตัวขอเลือด รักษาโรคท้องเดิน โรคบิด เป็นต้น

ประโยชน์ของทับทิม
1. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
2. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกายและช่วยในการชะลอวัย
3. น้ำทับทิมมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวหน้าเต่งตึง ด้วยการนำน้ำทับทิมประมาณ 1 ช้อนชามาทาทิ้งไว้บนใบหน้าประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออก
4. น้ำทับทิมช่วยเพิ่มความสดชื่น แก้กระหาย คลายร้อนได้เป็นอย่างดี
5. ช่วยระงับกลิ่นปากได้อีกด้วย
6. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง บรรเทาอาการหวัด
7. ช่วยปกป้องผิวของคุณจากแสงแดด
8. ทับทับมีวิตามินซีสูงมาก และยังมีวิตามินเอ วิตามินอี และกรดโฟลิกอีกด้วย
9. ใบทับทิมใช้ในการประกอบพิธีต่างๆที่ใช้น้ำมนต์ในการประกอบพิธี
10. นำมาใช้ทำเป็นขนมหวาน อย่างทับทิมกรอบ ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงฤดูร้อน เพราะให้ความสดชื่นคลายร้อนได้เป็นอย่างดี
11. ช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องในหญิงตั้งครรภ์
12. ช่วยในการปรับฮอร์โมนวัยหมดประจำเดือน
13. ช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ
14. ช่วยในการบำบัดอาการของโรคเบาหวาน
15. ช่วยบำรุงสายตา แก้อาการตาอักเสบ
16. น้ำต้มเปลือกทับทิมช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้
17. ช่วยบรรเทาอาการของโรคหัวใจ ด้วยการช่วยเสริมสุขภาพหัวใจให้ดียิ่งขึ้น
18. ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
19. ช่วยบำรุงสุขภาพฟันให้แข็งแรง
20. ช่วยส่งเสริมสุขภาพกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน
21. ช่วยลดความดันโลหิตสูง
22. ช่วยส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด
23. ช่วยในการฟอกไตและท่อปัสสาวะ
24. ช่วยลดสภาวะการแข็งตัวของเลือดจากไขมันในเลือดสูง
25. มีฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียต่างๆได้เป็นอย่างดี
26. ช่วยแก้อาการระดูขาว ตกเลือด
27. ช่วยบำรุงสุขภาพตับให้แข็งแรง
28. มีส่วนช่วยบำรุงและต่อต้านอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ด้วย
29. เปลือกทับทิมสามารถรักษาโรคท้องเดินและโรคบิดได้ เพราะมีสารในกลุ่มแทนนินอยู่ในปริมาณมาก
30. เปลือกทับทิมมีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบ
31. เปลือกผลช่วยรักษาแผลหิด กลากเกลื้อน
32. เปลือกของทับทิมช่วยต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ
33. ยาต้มจากเปลือกผลช่วยรักษาอาการอุจจาระร่วงได้ โดยช่วยลดจำนวนครั้งในการขับถ่าย และทำให้ระยะเวลาเริ่มถ่ายครั้งแรกนานขึ้น
34. เปลือกต้นและเปลือกรากของทับทิม สามารถใช้เป็นยาขับพยาธิตัวตืดและพยาธิตัวกลมได้เป็นอย่างดี ด้วยการนำเปลือกของรากและต้นที่ยังสดๆประมาณครึ่งกำมือ เติมกานพลูวงไปเล็ก น้อยเพื่อแต่งรส นำมาต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว เคี่ยวจกเหลือถ้วยครึ่ง แล้วนำมารับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ หลังจากนั้น 2 ชั่วโมงจึงรับประทานยาถ่าย เช่น ดีเกลืออีก 2 ช้อนโต๊ะตามไป อีกครั้งหนึ่ง
35. ดอกทับทิมใช้ห้ามเลือดได้ ด้วยการนำดอกแห้งมาบดให้ละเอียดแล้วนำมาทาหรือโรยใส่บริเวณบาดแผล
36. ดอกทับทิม ช่วยแก้อาการหูชั้นในอักเสบ
37. ใบของทับทิมสามารถนำมาอมกลั้วคอ หรือทำเป็นยาล้างตาก็ได้
38. ช่วยลดปัญหาผมร่วง ด้วยการนำยาพอกที่ได้จากใบ แล้วนำมาพอกหนังศีรษะ
39. ชาวอินเดียนำน้ำคั้นจากผลทับทิมและดอกของทับทิมมาปรุงเป็นยาธาตุ สมานลำไส้ บำรุงหัวใจ
40. ทับทิมช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งได้มากกว่า 13 ชนิด โดยช่วยให้เซลล์มะเร็งไม่เพิ่มจำนวนขึ้น เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ เป็นต้น
41. ช่วยในการทำลายเซลล์มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่

คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อทับทิม ต่อ 100 กรัม
• พลังงาน 83 กิโลแคลอรี่
• คาร์โบไฮเดรต 18.7 กรัม
• น้ำตาล 13.67 กรัม
• เส้นใย 4 กรัม
• ไขมัน 1.17 กรัม
• โปรตีน 1.67 กรัม
• วิตามินบี1 0.067 มิลลิกรัม 6%
• วิตามินบี2 0.053 มิลลิกรัม 4%
• วิตามินบี3 0.293 มิลลิกรัม 2%
• วิตามินบี5 0.377 มิลลิกรัม 8%
• วิตามินบี6 0.075 มิลลิกรัม 6%
• วิตามินบี9 38 ไมโครกรัม 10%
• โคลีน 7.6 มิลลิกรัม 2%
• วิตามินซี 10.2 มิลลิกรัม 12%
• วิตามินอี 0.6 มิลลิกรัม 4%
• วิตามินเค 16.4 ไมโครกรัม 4%
• ธาตุแคลเซียม 10 มิลลิกรัม 1%
• ธาตุเหล็ก 0.3 มิลลิกรัม 2%
• ธาตุแมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม 3%
• ธาตุแมงกานีส 0.119 มิลลิกรัม 6%
• ธาตุฟอสฟอรัส 36 มิลลิกรัม 5%
• ธาตุโพแทสเซียม 236 มิลลิกรัม 5%
• ธาตุโซเดียม 3 มิลลิกรัม 0%
• ธาตุสังกะสี 0.35 มิลลิกรัม 4%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

สาระดีๆ อ่านได้ที่ www.n-spa.net

แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN), สำนักงานข้อมูลสมุนไพรมหาวิทยาลัยมหิดล

มะเขือพวง ประโยชน์ 48 ข้อ

มะเขือพวง

มะเขือพวง ภาษาอังกฤษมีอยู่ด้วยกันหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น Turkey berry, Devil’s Fig, Wild Eggplant, Pea Eggplant, Pea Aubergine, Shoo-shoo Bush เป็นต้น และมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solanum torvum Sw. สำหรับชื่อเรียกอื่นๆนั้นทางภาคเหนือจะเรียกว่า “มะแคว้งกุลา” ส่วนภาคอีสานจะเรียกว่า “หมากแข้ง” (จังหวัดนครราชสีมาเรียกว่า “มะเขือละคร”) แต่ถ้าเป็นภาคใต้จะเรียกว่า “เขือน้อย”, “เขือพวง”, “เขือเทศ” “ลูกแว้ง” (ถ้าเป็นจังหวัดสงขลาจะเรียกว่า “มะแว้งช้าง”) จัดเป็นพืชในตระกูล มะเขือ

มะเขือพวง เป็นพืชที่ขึ้นได้ทั่วไปในเขตร้อน โดยมีต้นกำเนิดในแอนทิลลิส ตั้งแต่รัฐฟลอริดา หมู่เกาะเวสต์ อินดีส์ เม็กซิโก จนถึงอเมริกากลาง และทวีปอเมริกาใต้แถบประเทศบราซิล โดยเป็นพืชที่ทนต่อโรคพืชต่างๆได้เป็นอย่างดี การเพาะปลูกจึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงแต่อย่างใด จึงค่อนข้างมั่นใจได้ว่าการรับประทานมะเขือพวงจะได้ประโยชน์และปลอดสารพิษอย่างแน่นอน

สำหรับในประเทศไทยบ้านเรานั้นรู้จักมะเขือพวงมานานแล้ว โดยนิยมนำผลมาใช้ประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็น แกงป่า แกงคั่วปลาไหล แกงอ่อมปลาดุก แกงเขียวหวาน แก้งเนื้อ น้ำพริกกะปิ น้ำพริกแมงดา น้ำพริกกุ้งสด น้ำพริกไข่เค็ม ปลาร้าทรงเครื่อง ผัดเผ็ด เป็นต้น

มะเขือพวง มีสารโซลานีน (Solanine) ซึ่งเป็นอัลคาลอยด์ ผู้ที่เป็นโรคไขข้อควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน เพราะสารนี้อาจจะทำให้เกิดความไม่สมดุลของแคลเซียมในร่างกายได้

ประโยชน์ของมะเขือพวง
1. สารโซลาโซดีน (Solasodine) ในมะเขือพวงช่วยต่อต้านโรคมะเร็งได้
2. มะเขือพวงมีสาร ทอร์โวไซด์ เอ, เอช (Torvoside A, H) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสเริมชนิดที่1 (Herpes simplex virus type 1) โดยมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งไวรัสได้มากกว่าอะไซโคลเวียร์ถึง 3 เท่า
3. มะเขือพวง มีสาร ทอร์โวนินบี (Torvonin B) ซึ่งเป็นซาโพนินชนิดหนึ่ง โดยเชื่อว่ามีฤทธิ์ในการขับเสมหะ
4. มะเขือพวงมีสาร เพกติน (Pectin) ที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยสารนี้จะมีหน้าที่ช่วยเคลือบผิวในลำไส้ ทำให้อาหารเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ได้ช้า จึงช่วยดูดซึมแป้งและน้ำตาลที่ย่อยแล้วได้ช้าลง ทำให้ระดับของน้ำตาลในเลือดคงที่
5. สารเพกทินในมะเขือพวง มีคุณสมบัติช่วยดูดซับไขมันส่วนเกิน และอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต
6. ช่วยรักษาโรคซิฟิลิส ( Syphilis) หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โรคหนึ่ง มีสาเหตุมาจากเชื้อ Treponema pallidum (ใบสด)
7. สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ในมะเขือพวงช่วยป้องกันความเสื่อมและช่วยชะลอความแก่
8. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
9. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
10. ประโยชน์มะเขือพวง ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
11. ช่วยลดความเครียดออกซิเดชันในผู้ป่วยเบาหวาน
12. ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายง่วงนอน
13. ใช้เป็นยาระงับประสาท (ใบสด)
14. ช่วยบำรุงธาตุ บำรุงร่างกาย
15. ช่วยทำให้เลือดในร่างกายหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น
16. ประโยชน์ของมะเขือพวง ช่วยยับยั้งการแข็งตัวของเลือด
17. ช่วยขับเหงื่อ (ใบสด)
18. แก้อาการชัก (ใบสด)
19. แก้อาการหืด (ทั้งต้น)
20. ช่วยแก้พิษในร่างกาย ด้วยการนำน้ำมะขามแช่รากมะเขือพวงแล้วนำมาต้มดื่ม (ราก)
21. สรรพคุณของมะเขือพวง ช่วยป้องกันภาวะเลือดแข็งตัว
22. ผลแห้งนำมาย่างกินแกล้มอาหารจะช่วยบำรุงสายตา
23. แก้อาการปวดฟัน ชาวมาเลเซียนำเมล็ดมะเขือพวงไปเผาให้เกิดควัน แล้วสูดเอาควันรมแก้ปวดฟัน (เมล็ด)
24. น้ำคั้นใบสดช่วยลดไข้ (ใบสด)
25. มะเขือพวง ประโยชน์ช่วยบรรเทาและแก้อาการไอ รวมไปถึงอาการไอเป็นเลือด
26. ช่วยบรรเทาและรักษาอาการภูมิแพ้
27. สารสกัดจากมะเขือพวง ช่วยผลยับยั้ง Platelet activating factor (PAF) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหอบหืด
28. ช่วยให้เจริญอาหาร รับประทานอาหารได้มากยิ่งขึ้น
29. ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของลำไส้ เพื่อป้องกันสารพิษที่เข้ามายังระบบทางเดินอาหาร
30. ช่วยในการย่อยอาหาร
31. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีสารเพกทินที่ทำหน้าที่ดึงน้ำไว้ได้จำนวนมาก เพื่อเพิ่มปริมาณของอุจจาระ จึงช่วยกระตุ้นการขับถ่าย และทำให้อุจจาระนุ่ม ถ่ายง่ายขึ้นมาก
32. ช่วยป้องกันโรคท้องผูกและริดสีดวงทวาร
33. ช่วยในการขับปัสสาวะ (ผล,ใบ)
34. มะเขือพวงช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร โดยมีฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากการใช้ยา แอลกอฮอล์ และความเครียด
35. ช่วยบำรุงตับ
36. มะเขือพวงช่วยบำรุงไต ช่วยป้องกันและรักษาอาการเป็นพิษต่อไตที่เกิดจากยาคีโมที่ใช้รักษามะเร็งได้
37. ใบสดใช้แก้ปวด ปวดข้อ (ใบสด)
38. ช่วยแก้อาการฟกช้ำ
39. ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย ด้วยการใช้น้ำสกัดจากลำต้นมะเขือพวง (ต้น)
40. ช่วยรักษาฝีบวมมีหนอง
41. ใบสดใช้พอกให้ฝีหนองแตกเร็วขึ้น ช่วยทำให้ฝียุบ (ใบสด)
42. มะเขือพวง สรรพคุณ ช่วยรักษาโรคกลาก เกลื้อนตามผิวหนัง (ต้น)
43. ช่วยรักษาโรคผิวหนัง (ใบสด)
44. ในแคเมอรูนใช้ใบสดในการช่วยห้ามเลือด (ใบสด)
45. ผลแห้งนำมาย่างกินแกล้มอาหารช่วยรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรียได้
46. มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ ป้องกันการอักเสบเฉียบพลัน
47. ช่วยรักษารอยเท้าแตก ด้วยการนำรากสดมาตำแล้วพอกบริเวณรอบเท้าแตก (ราก)
48. ช่วยแก้โรคตาปลา ด้วยการนำรากสดมาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็นตาปลา (ราก)

คุณค่าทางโภชนาการของมะเขือพวงสดต่อ 100 กรัม
• พลังงาน 24 กิโลแคลอรี่
• คาร์โบไฮเดรต 5.7 กรัม
• น้ำตาล 2.35 กรัม
• เส้นใย 3.4 กรัม
• ไขมัน 0.19 กรัม
• โปรตีน 1.01 กรัม
• วิตามินบี1 0.039 มิลลิกรัม
• วิตามินบี2 0.037 มิลลิกรัม
• วิตามินบี3 0.649 มิลลิกรัม
• วิตามินบี5 0.281 มิลลิกรัม
• วิตามินบี6 0.84 มิลลิกรัม
• วิตามินบี9 22 ไมโครกรัม
• วิตามินซี 2.2 มิลลิกรัม
• ธาตุแคลเซียม 9 มิลลิกรัม
• ธาตุเหล็ก 0.24 มิลลิกรัม
• ธาตุแมกนีเซียม 14 มิลลิกรัม
• ธาตุฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม
• ธาตุโพแทสเซียม 230 มิลลิกรัม
• ธาตุสังกะสี 0.16 มิลลิกรัม
• ธาตุแมงกานีส 0.25 มิลลิกรัม
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : เว็บไซต์หมอชาวบ้าน)

 

สาระดีๆ มากมายอ่านได้ที่ www.n-spa.net

แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, เว็บไซต์หมอชาวบ้าน

มะเขือเทศ ประโยชน์ 28 ข้อ

มะเขือเทศ
มะเขือเทศ
มะเขือเทศ หรือ Tomato ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์มะเขือเทศคือ Lycopersicon Esculentum Mill มะเขือเทศคือผักหรือผลไม้ ? คำตอบก็คือ “มะเขือเทศคือผลไม้” ครับตามคำนิยามของหลักทางพฤกษศาสตร์ เพราะผลไม้คือส่วนของรังไข่ที่เจริญเติบโตเต็มที่ของพืชดอก ส่วน ผัก คือพืชที่กินได้ของพื่ชล้มลุก ไม่ว่าจะเป็น ราก ใบ ก้าน หัว หน่อ ดอก ซึ่งโดยปกติแล้วคนส่วนมากมักเข้าใจผิดว่ามะเขือเทศคือผักเพราะนำไปใช้ประกอบอาหารกันเป็นส่วนใหญ่ และมักคิดว่าผลไม้คือสิ่งที่ให้ความหวานนั่นเอง โดยมะเขือเทศที่นิยมรับประทานมากคือ มะเขือเทศสีดา มะเขือเทศราชินี และคุณรู้หรือไม้มะเขือเทศนั้นจัดว่าเป็นผลไม้ที่คนทั่วโลกนิยมรับประทานกันมากที่สุด โดยนิยมรับประทานกันมากกว่าผลไม้ยอดนิยมอันดับ 2 อย่าง กล้วย มากถึง 16 ล้านตันต่อปี ส่วนผลไม้อันดับ 3 คือ แอปเปิ้ล และ ส้ม ตามลำดับ

มะเขือเทศ นอกจากจะเป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานกันมากที่สุดในโลกแล้ว ประโยชน์ของมะเขือเทศยังมีอยู่มากมาย เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอยู่หลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่น วิตามินซี วิตามิเอ วิตามินเค วิตามินพี วิตามินบี1 วิตามินบี2 ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส และ ธาตุเหล็ก โดยมะเขือเทศขนาดปานกลางนั้นจะมีปริมาณของวิตามินซีครึ่งหนึ่งของส้มโอทั้งลูก และมะเขือเทศหนึ่งผลมีปริมาณวิตามินเอที่ร่างกายต้องการจำนวน 1 ใน 3 ของวิตามินเอทีร่างกายต้องการต่อวันเลยทีเดียว!! และยังมีสารจำพวก ไลโคพีน (Lycopene) แคโรทีนอยด์ เบต้าแคโรทีน และ กรดอะมิโน เป็นต้น และมะเขือเทศยังจัดว่าเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย เช่น ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด ขับปัสสาวะ รักษาความดัน เป็นต้น
โดยการน้ำมะเขือเทศที่เราคั้นเองสดๆ จะดีกว่าน้ำมะเขือเทศขวดหรือกล่อง และไม่ควรเลือกรับประทานมะเขือเทศดิบ เพราะอาจจะเป็นผลเสียต่อร่างกายมากกว่าจะได้รับประโยชน์ และการกินมะเขือเทศในปริมาณมากก็ไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด มีงานวิจัยมะเขือเทศออกมาว่าการรับประทานมะเขือเทศให้ได้ 10 ครั้งต่อสัปดาห์ถือว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากเพราะจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อย่างมาก และดีต่อสุขภาพผิวอย่างเห็นได้ชัดเจน

ประโยชน์ของมะเขือเทศ
1. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งกร้าน
2. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรัยแห่งวัย
3. น้ำมะเขือเทศช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย
4. ช่วยเสริมคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง
5. มีวิตามินเอซึ่งมีส่วนชวยบำรุงสายตา
6. มะเขือเทศ มีบีตาแคโรทีน และฟอสฟอรัสในปริมาณมาก
7. มะเขือเทศช่วยในการรักษาสิว ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้า หรือฝานบางๆแล้วนำมาแปะหน้าก็ได้
8. ช่วยทำให้ผิวหน้าเต่งตึงสดใส ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้า หรือฝานบางๆแล้วนำมาแปะหน้าก็ได้
9. มะเขือเทศใช้นำมาทำเป็นน้ำผลไม้ โดยน้ำผลไม้ที่ขึ้นชื่อก็คือ น้ํามะเขือเทศดอยคํา
10. เป็นที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารได้หลายเมนู เช่น ข้าวผัด ซุป ยำต่างๆ เป็นต้น
11. ช่วยใหร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคหอบหืดได้มากถึง 45%
12. ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม หริออัลไซเมอร์
13. ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน
14. ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด
15. มะเขือเทศมีฤทธิ์ในการช่วยขับปัสสาวะ
16. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
17. ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ
18. ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะเส้นเลือดตีบ การเกิดโรคหัวใจวาย สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
19. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
20. ช่วยในระบบย่อยในกระเพาะอาหารและช่วยในการขับถ่ายอุจจาระได้สะดวก
21. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา หรือเชื้อราที่ปาก
22. ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งลำไส้
23. ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้ถึง 45% หากรับประทานมะเขือเทศเป็นประจำ
24. ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ ในเพศหญิง
25. ซอสมะเขือเทศหมักผม ด้วยการใช้มะเขือเทศหมักผมจะช่วยป้องกันการเปลี่ยนไปของสีผม อันเนื่องมาจากการว่ายในน้ำในสระที่มีคลอรีน
26. ซอสมะเขือเทศนำมาใช้ขัดเครื่องประดับเงินชิ้นโปรดของคุณให้เงางามเหมือนเดิมได้ ด้วยนำซอสมะเขือเทศมาถูแล้วล้างน้ำออก
27. ซอสมะเขือเทศช่วยในการดับกลิ่นคาว เศษอาหาร กลิ่นปลาสลิดได้เหมือนกันนะ เพียงแค่เปิดฝาซอสทิ้งไว้ 1 คืนเท่านั้น
28. ซอสมะเขือเทศช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดหลังจากการหกล้ม หรือถูดมีดบาดได้

คุณค่าทางโภชนาการของมะเขือเทศสีแดงสด ต่อ 100 กรัม
• พลังงาน 18 กิโลแคลอรี่
• คาร์โบไฮเดรต 3.9 กรัม
• น้ำตาล 2.6 กรัม
• เส้นใย 1.2 กรัม
• ไขมัน 0.2 กรัม
• โปรตีน 0.9 กรัม
• น้ำ 94.5 กรัม
• วิตามินเอ 42 ไมโครกรัม 5%
• เบต้าแคโรทีน 449 ไมโครกรัม 4%
• ลูทีน และ ซีแซนทีน 123 ไมโครกรัม
• วิตามินบี1 0.037 มิลลิกรัม 3%
• วิตามินบี3 0.594 มิลลิกรัม 4%
• วิตามินบี6 0.08 มิลลิกรัม 6%
• วิตามินซี 14 มิลลิกรัม 17%
• วิตามินอี 0.54 มิลลิกรัม 4%
• วิตามินเค 7.9 ไมโครกรัม 8%
• ธาตุแมกนีเซียม 11 มิลลิกรัม 3%
• ธาตุแมงกานีส 0.114 มิลลิกรัม 5%
• ธาตุฟอสฟอรัส 24 มิลลิกรัม 3%
• ธาตุโพแทสเซียม 237 มิลลิกรัม 5%
• ไลโคปีน 2,573 ไมโครกรัม
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

อ่านสาระดีๆ ได้ที่ www.n-spa.net

ตำลึง ประโยชน์ 44 ข้อ

ตำลึง
ตำลึง
ตำลึง ภาษาอังกฤษ Ivy Gourd มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Coccinia grandis (L.) J.Voigt
ตำลึง ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ อีก เช่น ตำลึง, สี่บาท (ภาคกลาง), ผักแคบ (ภาคเหนือ), ผักตำนิน (ภาคอีสาน), แคเด๊าะ (แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น

ต้นตำลึงจัดเป็นไม้เลื้อย โคนใบมีลักษณะเหมือนรูปหัวใจ มีมือเกาะที่ยื่นออกมาจากที่ข้อ ดอกมีทั้งดอกเดี่ยวและดอกคู่ กลีบดอกมีสีขาว และดอกมีลักษณะคล้ายรูประฆัง

ตำลึง ประกอบไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด โดยใบและยอดอ่อนของตำลึง 100 กรัม จะให้พลังงานกับร่างกาย 35 กิโลแคลอรี่, โปรตีน, ใยอาหาร 1 กรัม, เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ 18,608 IU, วิตามินบี1 0.17 มิลลิกรัม, วิตามินบี2 0.13 มิลลิกรัม, วิตามินบี3 1.2 มิลลิกรัม, วิตามินซี 34 มิลลิกรัม, ธาตุแคลเซียม 126 มิลลิกรัม, ธาตุฟอสฟอรัส 30 กรัม, ธาตุเหล็ก 4.6 มิลลิกรัม เป็นต้น
มีงานวิจัยหลายงานที่ชี้ว่า ตำลึงช่วยรักษาโรคเบาหวานได้จริง โดยมีผลในการช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

ประโยชน์ของตำลึง
1.ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมความเซลล์ต่างๆในร่างกาย
2.ช่วยบำรุงผิวพรรณ และช่วยซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อในร่างกาย
3.ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง
4.ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร
5.ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้เถาแก่ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำหรือจะใช้น้ำคั้นจากผลดิบ นำมาดื่มวันละ 2 รอบเช้าเย็น จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มระดับอินซุลิน
6.ช่วยป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง (ใบ,น้ำคั้นตำลึง)
7.ประโยชน์ของตำลึง ช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด จึงช่วยป้องกันการเกิดอัมพาตด้วย
8.ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง (แคลเซียม)
9.ช่วยบำรุงและรักษาสายตา (วิตามินเอ)
10.ช่วยบำรุงเลือด (ใบ)
11.ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต (ใบ)
12.ช่วยป้องกันและรักษาโรคหลอดเลือดแข็ง ตีบตัน และแตกได้
13.ช่วยบำรุงน้ำนมแม่ (ใบ)
14.ช่วยป้องกันการเกิดโรคเลือดออกตามไรฟัน (วิตามินซี)
15.ใช้ดับพิษร้อน แก้ไข้ตัวร้อน (ใบ)
16.ช่วยลดไข้ (ราก)
17.ช่วยแก้อาเจียน (ราก)
18.แก้อาการวิงเวียนศีรษะ ด้วยการใช้เถาตำลงชงกับน้ำดื่ม (เถา)
19.สรรพคุณของตำลึง ใช้แก้อาการตาแดง เจ็บตา (ใบ)
20.ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม และยังช่วยป้องกันการเสื่อมของศูนย์จอตาได้อีกด้วย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องนั่งอยู่หน้าคอมพ์นานๆ และมีอาการสายตาอ่อนล้า
21.แก้อาการตาแดง ตาฟาง ตาช้ำ ตาแฉะ พิษอักเสบในตา ด้วยการใช้เถาตำลึง นำน้ำต้มจากเถามาหยอดตา (เถา)
22.ช่วยแก้อาการตาช้ำแดง ด้วยการตัดเถาเป็นท่อนยาว 2 นิ้วนำมาคลึงพอช้ำแล้วเป่า จะเกิดฟองใช้หอดตา (เถา)
23.แก้อาการตาฝ้า (ราก)
24.แก้อาการผิดสำแดงเพราะกินของแสลง โดยใช้เถาตำลึงตัดเป็นท่อนยาว 1 คืบ (จำนวน 3-4 ท่อน) นำไปใส่ในหม้อดินสุมไฟด้วยฟางจนไหม้เป็นขี้เถ้า นำมาบดให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำซาวข้าวดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชา (เถา)
25.ประโยชน์ตำลึง ช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง ด้วยการรับประทานใบตำลึงสดๆ (ใบ)
26.ใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย ช่วยระบายท้อง (เปลือกราก,หัว)
27.ช่วยขับสารพิษในลำไส้ (ใบ)
28.ช่วยป้องกันอาการท้องผูก (ใบ)
29.สรรพคุณใบตำลึง ช่วยแก้ผดผื่นคัน ด้วยการใช้ใบตำลึงนำมาตำแล้วทาบริเวณที่คัน (ใบ,ดอก)
30.ช่วยลดอาการคันและการอักเสบเนื่องจากพืชมีพิษหรือถูกแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น หมามุ้ย ถูกตัวบุ้ง ยุงกัด ใบตำแย แพ้ละอองข้าว พิษคูน พิษกาฬ เป็นต้น ด้วยการใช้ใบสด 1 กำ นำมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำ แล้วคั้นเอาน้ำมาทาบริเวณดังกล่าวจนกว่าจะหายดี (ใบ)
31.ใบตำลึง สรรพคุณช่วยแก้ฝีแดง (ผล)
32.ตำลึงประโยชน์ช่วยดับพิษฝี (ใบ)
33.แก้อักเสบ ด้วยการใช้น้ำจากเถาทาบริเวณที่เป็น (เถา)
34.ช่วยดับพิษต่างๆ (เถา,ราก)
35.ใช้รักษาแผลอักเสบ ด้วยการใช้ใบสดหรือรากสด นำมาตำแล้วพอกบริเวณแผล (ใบ,ราก)
36.ประโยชน์ของใบตำลึง บรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน (ใบ)
37.ช่วยแก้หิด ด้วยการใช้เมล็ดตำผสมน้ำมันมะพร้าวแล้วนำมาทาบริเวณที่เป็น (เมล็ด)
38.แก้งูสวัด เริม ด้วยการใช้ใบสดประมาณ 2 กำมือ (ล้างให้สะอาด) นำมาผสมกับพิมเสนหรือดินสอพอง 1 ใน 4 ส่วน แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น (ใบ)
39.ช่วยป้องกันการเป็นตะคริว (ใบ)
40.ตำลึงสรรพคุณ ช่วยกำจัดกลิ่นตัว กลิ่นเต่า ด้วยการใช้ต้นตำลึง (ทั้งเถาและใบ) นำมาตำผสมกับปูนแดงแล้วทาบริเวณรักแร้
41.ใช้ทำทรีทเม้นท์ทำให้ผิวหน้าเต่งตึง ด้วยการใช้ยอดตำลึงครึ่งถ้วยและน้ำผึ้งแท้ครึ่งถ้วย นำมาผสมกันแล้วปั่นในโถให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก (ยอดตำลึง)
42.ใช้เป็นยารักษาตาไก่ (ไก่ที่ถูกยุงกัดจนตาบวม เป็นพยาธิ มีหนองขาวและแข็งภายในของเปลือกตา) อย่างแรกให้พลิกเอาหรองขาวแข็งออกจากตาไก่ก่อน แล้วใช้เถาตำลึงแก่ๆ (ขนาดเท่านิ้วก้อย) มาตัดเป็นท่อนๆ (ตัดข้อทิ้ง) แล้วใช้ปากเป่าด้านหนึ่งจนเกิดฟอง หลังจากนั้นให้เอามือเปิดเปลือกตาไก่ออกแล้วเอาฟองที่ได้หยอดตาไก่วันละครั้งจนหายดี (เถา)
43.ประโยชน์ตำลึงประโยชน์ของผักตำลึง นิยมใช้ยอดและใบกินเป็นผักสด อาจจะลวกหรือต้มจิ้มกินน้ำพริก และใช้ในการประกอบอาหารได้หลายอย่าง เมนูตำลึง เช่น แกงจืด ต้มเลือดหมู แกงเลียง ก๋วยเตี๋ยว ผัดไฟแดง ไข่เจียว เป็นต้น (ยอด,ใบ)
44.ผลอ่อนของตำลึงนำมากินกับน้ำพริก หรือจะนำมาดองกิน ส่วนผลสุกมีรสอมหวาน กินได้เช่นกัน (ผล)

คำแนะนำ : ตำลึงมีฤทธิ์เป็นยาเย็น เมื่อทาน้ำตำลึงที่ผิวหนังแล้วไม่รู้สึกเย็น แปลว่าไม่ถูกโรคให้หยุดใช้ทันที การทาน้ำตำลึงไม่ควรถูแรงจนเกินไปในบริเวณที่เป็นผิวบอบบาง เพราะจะทำให้เกิดอาการอักเสบเพิ่มมากขึ้น

สาระดีๆ อ่านได้ที่ www.n-spa.net

แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), www.gotoknow.org, เว็บไซต์วิชาการดอทคอม, www.prc.ac.th, สารานุกรมสมุนไพร รวมหลักเภสัชกรรมไทย (วุฒิ วุฒิธรรมเวช), นิตยาสารหมอชาวบ้าน (รศ.ดร.สุธาทิพ ภมรประวัติ), จากสารศิลปยาไทย (ฉบับที่ 68)

มะละกอ สรรพคุณ 34 ข้อ

มะละกอ
มะละกอ
มะละกอ (Papaya) มะละกอ ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ “Carica Papaya” เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีต้นกำเนิดจากอเมริกากลาง เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่นิยมรับประทาน มากในบ้านเรา ด้วยการรับประทานสดๆหรือนำมาประกอบอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ก็ได้ มะละกอนั้นจัดว่าเป็นไม้ล้มลุก (หลายๆคนมักเข้าใจผิดว่า เป็นไม้ยืนต้น)
โดยประโยชน์ของมะละกอนั้นค่อนข้างหลากหลาย มีสรรพคุณเป็นทั้งยายารักษาโรค โดยสรรพคุณมะละกอก็เช่น ใช้เป็นยาระบาย ยาขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เป็นต้น และยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 ธาตุแคลเซียม ธาตุโซเดียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก โปรตีน เป็นต้น
แต่มีคำแนะนำว่า ไม่ควรรับประทานมะละกอที่สุกในปริมาณมากๆ หรือติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจจะทำให้ผิวของคุณเปลี่ยนเป็นสีเหลืองได้

ประโยชน์ของมะละกอ
1. มะละกอ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่หลายชนิด ซึ่งช่วยให้สุขภาพของคุณแข็งแรง
2. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสอยู่เสมอ
3. ช่วยในการชะลอวัย ลดเลือนและป้องกันการเกิดริ้วรอยต่างๆ
4. ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
5. สามารถนำมาใช้เป็นทรีทเม้นท์ทำหน้าให้หน้าใสได้อีกด้วย ด้วยการนำมะละกอสุกผสมกับน้ำผึ้งและนมสด แล้วนำมาปั่นให้เข้ากัน หลังจากนั้นนำมาทาผิวหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วค่อยล้างออก
6. ใช้นำมารับประทานเป็นผลไม้หรือของว่าง
7. ใช้นำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น แกงส้ม ส้มตำ เป็นต้น
8. สามารถนำมะละกอไปใช้หมักให้เนื้อนุ่มได้อีกด้วย เพราะมีเอนไซม์ที่ชื่อว่า Papain ซึ่งเป็นส่วนประกอบของผงหมักสำเร็จรูปที่เราเห็นขายกันอยู่ตามท้องตลาดนั่นเอง
9. นำมาแปรรูป การแปรรูปมะละกอ เช่น มะละกอแช่อิ่ม มะละกอแผ่น แยมมะละกอ มะละกอเชื่อม ซอสมะละกอ เยลลี่มะละกอ มะละกอแช่อิ่ม มะละกอสามรส มะละกอดอง มะละกอผง เป็นต้น
10. มีส่วนช่วยกระตุ้นให้มารดามีน้ำนมมากขึ้น
11. มะละกอ มีส่วนช่วยในการบำรุงประสาทและสมอง
12. มะละกอ มีเอนไซม์ที่เป็นยาช่วยย่อยอาหาร
13. ช่วยป้องกันลักปิดลักเปิด หรือเลือดออกตามไรฟันได้
14. ช่วยรักษาอาการขัดเบา ด้วยการใช้รากสดประมาณ 1 กำมือ รากแห้งอีกครึ่งกำมือ หั่นแล้วนำมาต้มกับน้ำ แล้วนำน้ำมาดื่มวันละ 3 ครั้งก่อนมื้ออาหาร
15. เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้อาการท้องผูก ด้วยการกินเนื้อมะละกอสุก
16. ช่วยในการย่อยอาหาร
17. ใช้ฆ่าพยาธิ ด้วยการใช้ยางจากผลดิบซึ่งเป็นยาช่วยย่อยโปรตีน
18. ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา จากรากมะละกอ
19. ช่วยป้องกันการเกิดโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
20. ช่วยรักษาอาการเท้าบวม ด้วยนำใบมะละกอสดๆนำมาตำให้ละเอียดแล้วผสมกับเหล้าขาว แล้วนำมาพอกตรงบริเวณนั้นๆ
21. ช่วยแก้อาการเคล็ดขัดยอก ด้วยใช้รากมะละกอนำมาตำให้แหลกแล้วผสมกับเหล้าขาว แล้วนำมาทาบริเวณนั้นๆ
22. ใช้รักษาอาการผดผื่นคันขึ้นตามลำตัว ด้วยใช้ใบมะละกอ 1 ใบ เกลือ 1 ช้อนชา น้ำมะนาวจำนวน 2 ผล นำมาตำรวมกันให้ละเอียดแล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นผดผื่น
23. ช่วยรักษาโรคกลาก เกลื้อน เท้าเปื่อย ด้วยการใช้ยางมะละกอดิบมาทาวันละ 3 ครั้ง จะสามารถช่วยฆ่าเชื้อราได้
24. ช่วยรักษาอาการคันอันเกิดมาจากพิษของหอยคัน ด้วยการใช้ยางมะละกอดิบๆนำมาทาทั้งเช้าและเย็น
25. หากโดนเสี้ยนหรือหนามตำหรือหนามหักคาเนื้อใน หากนำยางมะละกอดิบมาทาหนามจะหลุดออกมา แต่ให้บ่งเปิดปากแผลก่อน
26. หากโดนตะปูตำเท้าเป็นแผล ให้นำผิวของลูกมะละกอดิบมาตำแล้วนำมาพอกแผล โดยเปลี่ยนใหม่วันละ 2 ครั้ง
27. ช่วยรักษาแผลพุพอง อักเสบ ด้วยการใช้ใบมะละกอที่แห้งกรอบนำมาบดให้เป็นผง นำไปผสมกับน้ำกะทิผสมให้พอเหนียว แล้วนำมาทาแผลวันละ 3 ครั้ง
28. ใช้รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ด้วยการใช้เนื้อมะละกอดิบๆ นำมาต้มจนเปื่อยๆ นำมาตำแล้วนำมาพอกบริเวณบาดแผล
29. ใช้รักษาอาการปวดหลังปวดข้อต่างๆ ด้วยรับประทานมะละกอสุกอย่างต่อเนื่องจะช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้
30. ช่วยรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือกล้ามเนื้อไม่มีแรง ด้วยการใช้รากมะละกอตัวผู้นำมาแช่เหล้าขาวทิ้งไว้ 7 วัน และกรองเอาน้ำมาบริเวณที่ตามกล้ามเนื้อ หรือบริเวณที่กล้ามเนื้ออ่อน แรง
31. ช่วยลดอาการปวดบวม ด้วยการนำใบมะละกอสดๆ ไปย่างไฟหรือใช้น้ำร้อนลวก แล้วนำมาประคบบริเวณที่มีอาการ หรือนำมาตำให้พอพยาบแล้วห่อด้วยผ้าขาวบางนำมาทำเป็นลูก ประคบก็ใช้ได้เหมือนกัน
32. ช่วยป้องกันการเกิดอาการตับโต หรือโรคที่เดียวกับตับ
33. เป็นยาช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง
34. มีงานวิจัยมะละกอพบว่า การรับประทานมะละกอเป็นประจำมีส่วนช่วยในการต่อต้านโรคมะเร็งได้

คุณค่าทางโภชนาการของมะละกอดิบ ต่อ 100 กรัม
• พลังงาน 43 กิโลแคลอรี่
• คาร์โบไฮเดรต 10.82 กรัม
• น้ำตาล 7.82 กรัม
• เส้นใย 1.7 กรัม
• ไขมัน 0.26 กรัม
• โปรตีน 0.47 กรัม
• วิตามินเอ 47 ไมโครกรัม 6%
• เบต้าแคโรทีน 274 ไมโครกรัม 3%
• ลูทีน และ ซีแซนทีน 89 ไมโครกรัม
• วิตามินบี1 0.023 มิลลิกรัม 2%
• วิตามินบี2 0.027 มิลลิกรัม 2%
• วิตามินบี3 0.357 มิลลิกรัม 2%
• วิตามินบี5 0.191 มิลลิกรัม 4%
• วิตามินบี6 0.038 มิลลิกรัม 3%
• วิตามินบี9 38 ไมโครกรัม 10%
• วิตามินซี 62 มิลลิกรัม 75%
• วิตามินอี 0.3 มิลลิกรัม 2%
• วิตามินเค 2.6 ไมโครกรัม 2%
• ธาตุแคลเซียม 20 มิลลิกรัม 2%
• ธาตุเหล็ก 0.25 มิลลิกรัม 2%
• ธาตุแมกนีเซียม 21 มิลลิกรัม 6%
• ธาตุแมงกานีส 0.04 มิลลิกรัม 2%
• ธาตุฟอสฟอรัส 10 มิลลิกรัม 1%
• ธาตุโพแทสเซียม 182 มิลลิกรัม 4%
• ธาตุโซเดียม 8 มิลลิกรัม 1%
• ธาตุสังกะสี 0.08 มิลลิกรัม 1%
• ไลโคปีน 1,828 ไมโครกรัม
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)
คุณค่าทางโภชนาการของมะละกอสุก ต่อ 100 กรัม
• โปรตีน 0.5 กรัม
• ไขมัน 0.1 กรัม
• วิตามินซี 70 มิลลิกรัม
• ธาตุแคลเซียม 24 มิลลิกรัม
• ธาตุฟอสฟอรัส 22 มิลลิกรัม
• ธาตุเหล็ก 0.6 มิลลิกรัม
• ธาตุโซเดียม 4 มิลลิกรัม
• วิตามินบี1 0.04 มิลลิกรัม
• วิตามินบี2 0.04 มิลลิกรัม
• วิตามินบี3 0.4 มิลลิกรัม
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : Philippine Herbal Medicine)

สาระดีๆ มีประโยชน์ www.n-spa.net
แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, Philippine Herbal Medicine, USDA Nutrient database

องุ่น สรรพคุณและประโยชน์

องุ่น
องุ่น ชื่อสามัญ Grape, Grape vine

องุ่น ชื่อวิทยาศาสตร์ Vitis vinifera L. และมีชื่ออื่นๆ ว่า ผูเถา (จีนกลาง), ผู่ท้อ (จีนแต้จิ๋ว) เป็นต้น โดยจัดอยู่ในวงศ์ VITACEAE (VITIDACEAE) เช่นเดียวกับดาดตะกั่วเถา เพชรสังฆาต

ลักษณะของต้นองุ่น
ต้นองุ่น จัดเป็นพรรณไม้เลื้อยจำพวกเถา มีความยาวได้ประมาณ 10 เมตร ทั้งต้นมีขนปกคลุม เถาอ่อนผิวเรียบ ตามข้อเถามีมือสำหรับยึดเกาะ และมีขนปกคลุมทั้งต้น ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด

-ใบองุ่น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปกลมรี กลมรี หรือกลมรูปไข่ มีหยักคล้ายรูปฝ่ามือ หนึ่งใบจะมีรอยเว้าประมาณ 3-5 รอย ปลายใบแหลม โคนใบเว้าเข้าหากันเป็นรูปหัวใจ ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย เนื้อใบบาง ใต้ใบมีขนปกคลุม ความยาวและความกว้างของใบมีขนาดพอๆ กัน คือกว้างยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ส่วนก้านใบนั้นยาวประมาณ 4-8 เซนติเมตร

-ดอกองุ่น ออกดอกเป็นช่อตรงข้ามกันใบ ลักษณะกลมยาวใหญ่ ดอกย่อยเป็นสีเหลืองอมสีเขียว แบ่งเป็น 5 กลีบย่อย แตกออกเป็นแฉก 5 แฉก มีรังไข่ 2 อัน ในแต่ละรังไข่จะมีไข่อ่อน 2 เมล็ด ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 อัน ก้านเกสรเพศผู้จะมีขนาดยาว ส่วนก้านเกสรเพศเมียสั้น กลม เมื่อดอกโรยจะติดผล

-ผลองุ่น ออกผลเป็นพวง ผลย่อยมีลักษณะเป็นรูปทรงกลมหรือกลมรีเป็นรูปไข่ ผลเป็นสีเขียว สีม่วงแดง หรือสีม่วงเข้ม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์ที่ปลูก เปลือกผลจะมีผงสีขาวเคลือบอยู่ เนื้อในผลขององุ่นจะฉ่ำน้ำ ภายในมีเมล็ดประมาณ 1-3 เมล็ด ลักษณะของเมล็ดองุ่นเป็นรูปยาวรี

สรรพคุณขององุ่น
1.ผลมีรสหวาน เปรี้ยวเล็กน้อย เป็นยาสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอ ม้าม และไต ใช้เป็นบำรุงโลหิต (ผล)
2.ผลมีสรรพคุณช่วยบำรุงกำลัง (ผล) ให้ใช้ผลองุ่นแห้งและโสม อย่างละ 3 กรัม นำมาแช่ในเหล้าประมาณ 1 คืน แล้วนำมาทาบริเวณฝ่ามือและแผ่นหลัง (ผล)
3.ช่วยลดความดันโลหิตสูง (ผล)
4.ช่วยลดไขมันในเลือด ด้วยการใช้เมล็ดองุ่นนำมาบดให้เป็นผงแห้ง บรรจุแคปซูลกิน 1-2 เม็ด เช้าและเย็น (เมล็ด)
5.ผลมีสรรพคุณช่วยต้านมะเร็ง (ผล)
6.ผลนำมาคั้นเอาน้ำรับประทาน จะช่วยแก้อาการหงุดหงิดได้ (ผล)
7.ช่วยแก้หัวใจเต้นผิดปกติ แก้เหงื่อออกไม่รู้ตัว เหงื่อออกเนื่องจากหัวใจไม่ปกติ (ผล)
9.เถาและใบมีรสชุ่มฝาด สุขุม มีสรรพคุณเป็นยาแก้ตาแดง (เถาและใบ)
10.ช่วยแก้อาการไอ ไอเรื้อรัง (ผล)
11.ใช้รักษาอาการอาเจียนเป็นเลือด ด้วยการใช้รากองุ่นสด รากหญ้าคา รากไวเช่า รากบัวหลวง ใบสนแผง (สนหางสิงห์) และดอกแต้ฮวย อย่างละ 15 กรัม และเนื้อสัตว์นำมาต้มกับน้ำกิน (ราก)
12.ผลสดนำมาคั้นเอาน้ำรับประทานแก้กระหายน้ำ หรือใช้ผลสดนำมาคั้นเอาน้ำ แล้วใช้ภาชนะที่ปั้นด้วยดินเผา เคี่ยวผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย เก็บไว้กินทีละน้อย (ผล)
13.น้ำมันที่ได้จากเมล็ดเมื่อนำมากินก่อนหรือพร้อมอาหาร จะสามารถลดกรดที่มีมากเกินไปในกระเพาะอาหารได้ (น้ำมันจากเมล็ด)
14.น้ำมันจากเมล็ดมีฤทธิ์เป็นยาระบาย (น้ำมันจากเมล็ด)
15.องุ่นแห้งมีสรรรพคุณช่วยหล่อลื่นลำไส้ และเป็นยาระบายอ่อนๆ (ผลแห้ง)
16.ใบใช้เป็นยารักษาบิดในวัวควาย (ใบ)
17.ช่วยบำรุงครรภ์ ครรภ์รักษา (ผล)
18.ราก เถา และใบ มีรสชุ่ม ฝาด เป็นยาสุขุม ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัด (ราก,เถา,ใบ) ส่วนผลก็มีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะเช่นกัน (ผล)
19.ผลมีสรรพคุณแก้ปัสสาวะขัด เจ็บ มีเลือดออก ด้วยการใช้ผลสดนำมาคั้นเอาน้ำ และน้ำต้มรากบัวหลวง น้ำต้มจากโกฐขี้เถ้า น้ำผึ้ง นำไปต้มกินครั้งละ 2 ถ้วยชา (ผล)
20.ผลมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคหนองใน (ผล)[2] ให้ใช้ผลสดนำมาคั้นเอาน้ำ และน้ำต้มรากบัวหลวง น้ำต้มจากโกฐขี้เถ้า น้ำผึ้ง นำไปต้มกินครั้งละ 2 ถ้วยชา (ผล
21.ผลองุ่นมีสรรพคุณช่วยบำรุงไต (ผล)
22.ช่วยขับลมชื้นในร่างกาย แก้บวมน้ำ (ราก,เถา,ใบ)แก้ตัวบวมน้ำ (ผล)
23.ช่วยขับน้ำดี (น้ำมันจากเมล็ด)
24.องุ่นที่ไม่แก่จัดใช้กินวันละประมาณ 1.4-2.7 กิโลกรัม เป็นยารักษาอาการตับและดีเสื่อมสมรรถภาพหรือทำงานไม่ดี (ผล)
25.ใบใช้เป็นยาห้ามเลือดในริดสีดวงทวาร และบาดแผลสด (ใบ)
26.ใบและเถามีฤทธิ์ยาสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้น (แต่ไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค) (ใบและเถา)
27.ราก เถา และใบ ใช้ภายนอกเป็นยารักษาฝีหนองอักเสบ แผลบวมเป็นหนอง (ราก,เถา,ใบ)
28.รากสดใช้ตำพอกแก้อาการฟกช้ำได้ (ราก)
29.ช่วยบำรุงเส้นเอ็นและกระดูก (ผล)
30.ช่วยแก้อาการปวดหลัง ให้ใช้ผลองุ่นแห้งและโสม อย่างละ 3 กรัม นำมาแช่ในเหล้าประมาณ 1 คืน แล้วนำมาทาบริเวณฝ่ามือและแผ่นหลัง จะช่วยแก้อาการปวดหลังได้ (ผล)
31.รากและผลมีสรรพคุณช่วยแก้อาการปวดข้อ (ราก,ผล)ใช้แก้อาการปวดตามข้อให้ใช้รากสดประมาณ 60-90 กรัม และขาหมูตามบริเวณเล็บ 1 ขา หรือปลาหลีอื้อประมาณ 1-2 ตัว ใส่น้ำพอสมควร ต้มหรือใส่น้ำและเหล้าอย่างละเท่ากัน แล้วนำไปตุ๋นกิน (ราก)ใช้แก้อาการปวดข้อเนื่องจากลมชื้นเข้าข้อกระดูก ด้วยการใช้รากองุ่น 100 กรัม, คากิ 1 อัน นำมาตุ๋นกับเหล้าและน้ำอย่างละ 1 ส่วน แล้วนำมารับประทาน (ราก)
32.ช่วยแก้อาการเคล็ดขัดยอก กระดูกร้าว กระดูกหัก ด้วยการใช้รากองุ่นสดนำมาตำแล้วพอก หรือจะนำมาตำแล้วนำมาคั่วกับเหล้าใช้พอกบริเวณที่เป็นก็ได้ (ราก)
33.ผลมีสรรพคุณช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง (ผล)

หมายเหตุ : การใช้ตาม [1] ส่วนของผลสามารถนำมาใช้ได้ตามบริเวณที่ต้องการ โดยผลแห้งให้นำมาต้มน้ำรับประทาน ส่วนผลสดให้คั้นเอาน้ำรับประทาน หรือรับประทานเป็นผลไม้ก็ได้ หรือจะทำเป็นเหล้าองุ่นก็ได้เช่นกัน ส่วนรากให้ใช้รากสดครั้งละ 60-100 กรัม ถ้าเป็นรากแห้งให้ใช้ครั้งละ 15-30 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน ส่วนเถาและใบให้ใช้เถาและใบแห้งครั้งละ 15-30 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน ถ้าเป็นยาสดให้ใช้ตำพอกแผลภายนอก

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาขององุ่น
-ผลองุ่น มีน้ำตาล glucose, fructose, sucrose, xylose และพวกกรดอินทรีย์ ได้แก่ citric acid, oxalic acid, malic acid, tartaric acid, loxzlic acid นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วย polyphenol, proanthocyanin, flavonoid ผลองุ่น 100 กรัม ประกอบไปด้วยโปรตีน 0.2 กรัม, วิตามินบี1 0.04 มิลลิกรัม, วิตามินบี2 0.01 มิลลิกรัม, วิตามินซี 4 มิลลิกรัม, กรดนิโคตินิค 0.1 มิลลิกรัม ส่วนผลและรากองุ่นพบสาร cyanidin, delphinidin, oenin, peonidin, petunidin, malic acid, nalvidin และยังพบโปรตีน แคลเซียม เป็นต้น

-เปลือกผลองุ่น มี cyanidin, delphindin, peonidin, petunidin, malvidin, malvidin-3-B-glycoside

-เมล็ดองุ่น พบน้ำมัน 9.58% Catechol, Gallocatechol และเกลือของ gallic acid

-เถาองุ่น มีน้ำตาลคืนรูป หรือ invert sugar, sucrose, แป้ง, ฟลาโวนอยด์, แทนนิน

-ใบองุ่น มีกรดอินทรีย์ ได้แก่ citric acid, fumaric acid, glyceric acid, quinic acid, malic acid, shikimic acid, succinic acid, tartaric acid, oxalic acid นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วย quercitrin, isoquercitrin, rutin ส่วนในราก เถา และใบมียางและพวกน้ำตาล

-ผลองุ่นมีฤทธิ์ลดความดันโลหิตสูง ช่วยลดคอเลสเตอรอล ต้านมะเร็ง ขยายหลอดเลือด ช่วยป้องกันไม่ให้หัวใจเต้นผิดปกติ

-เมื่อปี ค.ศ.2004 ที่ประเทศจีน ได้ทำการทดลองผลของเมล็ดองุ่นในการลดไขมันในเลือด โดยทำการทดลองหาสาร proanthocyanidin ในองุ่น ทดลองกับกระต่าย 27 ตัว แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยให้อยู่ในห้องที่มีระบบแอร์คอนดิชั่นและให้อาหาร 10-120 g./ head per day และจำกัดน้ำดื่ม กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุม กลุ่มที่ 2 ให้อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง 1% กลุ่มที่ 3 ให้อาหารผสมเมล็ดองุ่น 1% และมีคอเลสเตอรอลผสม 1% โดยทำการทดลองเป็นเวลา 12 สัปดาห์ มีการเจาะเลือดในระหว่างทำการทดลอง สัปดาห์ที่ 2, 4, 8 และ 12 โดยเจาะก่อนให้อาหาร 8 ชั่วโมง ผลการทดลองพบว่ากระต่ายกลุ่มที่ 3 มีระดับไขมันในเลือดลดลง ทั้ง cholesterol, triglyceride อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ P

-เมื่อปี ค.ศ.2006 ที่ประเทศรัสเซีย ได้ทำการทำลองผลในการลดไขมันขององุ่นกับอาสาสมัครจำนวน 44 คน ที่ไม่สูบบุหรี่ ไม่เป็นโรคเบาหวาน แต่มีไขมันในเลือดสูง มีอายุประมาณ 40 ปี น้ำหนัก 77±5 กิโลกรัม ดัชนีมวลกายเฉลี่ย 22.2±2.7 kg./m2 และมีระดับไขมันในเลือด 280±22 mg./dl. ทำการทดลองใช้เวลา 4 สัปดาห์ ทำการทดลองโดยใช้ Radical fruits ได้แก่ พรุน แอปเปิ้ล องุ่น บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ เชอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ มีกลุ่มควบคุมจำนวน 22 คน ทำการบันทึกข้อมูลในระหว่างการทดลองทุกๆ สัปดาห์ พบว่าระดับไขมันในเลือดลดลงจาก 280 เหลือ 250 ml./dl. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ P

-เมื่อปี ค.ศ.2008 ที่ประเทศอเมริกา ได้ทำการศึกษาทดลองผลของเมล็ดองุ่นในการลดไขมันในเลือด โดยทำการทดลองกับคนไข้จำนวน 32 คน ที่ทำ hemodialysis ให้เมล็ดองุ่น วิตามินอี โดยทำการทดลอง 7-14 วัน ผลการทดลองพบว่าเมล็ดองุ่น สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ โดยช่วยลด LDL-C และเพิ่ม HDL-C และช่วยลดปัจจัยสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว

-เมื่อปี ค.ศ.2008 ที่ประเทศอียีปต์ ได้ทำการศึกษาทดลองผลการลดไขมันในเลือดของเมล็ดองุ่นกับหนูทดลอง โดยแบ่งกลุ่มการทดลองออกเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง โดยให้อาหารที่มีไขมันสูงในหนูทั้ง 2 กลุ่ม โดยกลุ่มทดลองให้สารสกัดจากเมล็ดองุ่น 0.3% ใช้ระยะเวลาการทดลองนาน 8 สัปดาห์ ทำการวัดระดับไขมันในเลือด ระดับไขมันในตับและไต ผลการทดลองพบว่า กลุ่มทดลองหนูมีระดับคอเลสเตอรอลทั้งหมดลดลง 31% ค่า LDL-C ลดลง 41% และ HDL-C เพิ่มขึ้น 25% การทำงานของตับ ไต ปกติ และผลในการต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น เนื่องจากเมล็ดองุ่นไปกระตุ้นการทำงานอง antioxidant enzyme

-เมื่อปี ค.ศ.2009 ที่ประเทศอียิปต์ ได้ทำการทดลองในหนูทดลอง โดยให้สาร Cispaltin กับหนู เพื่อกระตุ้นให้หนูเป็นมะเร็ง โดยพบว่าในเมล็ดองุ่นนั้นมีสาร proanthocyanidin เป็นสารต้านการออกฤทธิ์ของสาร Cisplatin ได้ผล ซึ่งสารดังกล่าวมักออกฤทธิ์ในอวัยวะหัวใจ ตับ ไต ซึ่งมีเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ คือ GST, SOD, CAT, GSH-Px, Glutathione ผลการศึกษาทดลองพบว่าเมล็ดองุ่นสามารถลดระดับไขมันในเลือดได้ และลดค่าเอนไซม์ในตับได้ และมีผลในการต้านอนุมูลอิสระได้ด้วย

-จากการทดสอบความเป็นพิษ ส่วนสกัดแทนนินขององุ่น พบว่าเมื่อป้อนให้หนูขาวในขนาด 71 มก./กก. ไม่พบพิษ

ประโยชน์ขององุ่น
1.น้ำตาลที่ได้จากองุ่น เป็นน้ำตาลที่สามารถดูดซึมได้เร็ว จึงทำให้รู้สึกสดชื่นและให้พลังงานได้เร็ว และยังช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในคนไข้ได้ (แต่ไม่เหมาะกับคนไข้ที่มีอาการอักเสบ ติดเชื้อ เป็นโรคเก๊าท์)

2.การรับประทานองุ่นเป็นประจำ จะมีส่วนช่วยในการบำรุงหัวใจ บำรุงสมอง บำรุงกำลัง แก้อาการกระหายน้ำ และคนที่มีร่างกายผอมแห้งแรงน้อย ไร้เรี่ยวแรง แก่ก่อนวัย หากรับประทานองุ่นเป็นประจำ จะช่วยส่งเสริมทำให้ร่างกายค่อยๆ แข็งแรงขึ้นมาได้

3.ประโยชน์ขององุ่นเขียว องุ่นชนิดนี้นิยมนำมารับประทานสดๆ เป็นองุ่นที่มีความหวาน มีเนื้อมาก เมล็ดมีขนาดเล็ก รสชาติดี และราคาไม่แพง องุ่นเขียวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น คาเทชิน (Catechin) และ เทอโรสติลบีน (Petrostilbene) ที่สามารถช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก โรคของระบบประสาท โรคอัลไซเมอร์ โรคหลอดเลือดหัวใจ ลูคีเมีย และช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสและเชื้อราต่างๆ

4.ประโยชน์ขององุ่นแดง องุ่นแดงก็มีรสชาติที่ดีเช่นเดียวกัน องุ่นแดงมีสารอาหารสำคัญ คือ เรสเวอราทรอล (Resveratrol) ที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ช่วยยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง ทำลายพิษของสารก่อมะเร็ง และช่วยชะลอวัย และยังมีสารซาโปนิน (Saponin) ซึ่งเป็นสารช่วยลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด จึงช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ และยังช่วยต้านแบคทีเรียไวรัส ป้องกันเนื้องอกได้ด้วย[4] นอกจากนี้ยังมีสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ที่ช่วยเพิ่มระดับไขมันดี (HDL) ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย, มีสารโพลีฟีนอล (Pholyphenols) ที่เป็นตัวลดระดับไขมันเลว (LDL) และช่วยต้านอนุมูลอิสระ, มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ที่ช่วยชะลอความแก่ ควบคุมการทำงานของระบบประสาท เพิ่มการไหลเวียนเลือด ขยายหลอดเลือด บำรุงสายตา และป้องกันการอักเสบของร่างกาย, มีวิตามินซีที่มีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจน เสริมสร้างภูมิต้านทานโรค, มีวิตามินบี12 ที่ช่วยในการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน ควบคุมการทำงานของระบบประสาท และสร้างเม็ดเลือดแดง, มีแคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง เป็นต้น

5.ประโยชน์ขององุ่นดำ ชนิดนี้ผลจะมีขนาดเล็กกว่าชนิดอื่น ซึ่งนิยมเอามาทำเป็นไวน์องุ่น (ไวน์องุ่นทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี) สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก มีคำแนะนำว่าให้รับประทานองุ่นดำวันละ 1 ครั้ง เพราะองุ่นดำอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและมีแคลอรี่ต่ำ ช่วยทำให้การทำงานของไส้เป็นไปอย่างปกติ และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระในองุ่นดำที่ช่วยในการขับท็อกซินออกจากร่าง จึงช่วยให้กระบวนการลดน้ำหนักเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้องุ่นดำยังมีประโยชน์ในการช่วยการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ ช่วยเพิ่มการสร้างเกล็ดเลือดและเพิ่มการผลิตไนตริกออกไซด์เพื่อช่วยปกป้องเส้นเลือดแดง และช่วยต่อต้านความเครียด

6.นอกจากนี้ผลและน้ำองุ่นสดยังมีส่วนช่วยบำรุงผิวหน้าและเส้นผมได้ด้วย อย่างสูตรบำรุงเส้นผมก็ให้ใช้น้ำองุ่นแดงหรือม่วงคั้นสดประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกับแชมพูสระผม โดยพักไว้หลังสระ 5 นาที แล้วจึงล้างฟองออกให้สะอาด วิธีนี้จะช่วยทำให้เส้นผมนุ่มและเงางามได้ ส่วนสูตรบำรุงผิวหน้าให้เปล่งปลั่งชุ่มชื่นไม่แห้งกร้านก็ทำได้ไม่ยาก โดยให้นำองุ่นแดงหรือม่วงทั้งเปลือก 1 ถ้วย ผสมกับน้ำแตงกวาสด 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้งอีก 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนำไปปั่นรวมกัน เสร็จแล้วนำมาทาให้ทั่วผิวหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงล้างออก

7.องุ่นสามารถนำไปแปรรูปเป็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ได้หลายชนิด เช่น น้ำองุ่น เหล้าองุ่น ไวน์องุ่น องุ่นดอง แยมองุ่น เยลลี่องุ่น องุ่นอบแห้ง ลูกเกด น้ำมันเมล็ดองุ่นใช้ผสมในโลชั่น ทำสารสกัดจากเมล็ดองุ่น ส่วนเปลือกผงนำมาใช้ทำสี เป็นต้น

หมายเหตุ : คุณประโยชน์ส่วนใหญ่จะอยู่ที่เปลือกและเมล็ดมากกว่าเนื้อในผลองุ่น ส่วนประโยชน์ของ Grape seed extract (GSE) คุณสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้ สารสกัดจากเมล็ดองุ่น

คุณค่าทางโภชชนาการขององุ่นเขียวหรือแดง ต่อ 100 กรัม
พลังงาน 69 กิโลแคลอรี่
คาร์โบไฮเดรต 18.1 กรัม
น้ำตาล 15.48 กรัม
ใยอาหาร 0.9 กรัม
ไขมัน 0.16 กรัม
โปรตีน 0.72 กรัมน้ำองุ่น
วิตามินบี1 0.069 มิลลิกรัม (6%)
วิตามินบี2 0.07 มิลลิกรัม (6%)
วิตามินบี3 0.188 มิลลิกรัม (1%)
วิตามินบี5 0.05 มิลลิกรัม (1%)
วิตามินบี6 0.086 มิลลิกรัม (7%)
วิตามินบี9 2 ไมโครกรัม (1%)
วิตามินซี 3.2 มิลลิกรัม (4%)
วิตามินอี 0.19 มิลลิกรัม (1%)
วิตามินเค 14.6 ไมโครกรัม (14%)
โคลีน 5.6 มิลลิกรัม (1%)
แคลเซียม 10 มิลลิกรัม (1%)
ธาตุเหล็ก 0.36 มิลลิกรัม (3%)
แมกนีเซียม 7 มิลลิกรัม (2%)
ฟอสฟอรัส 0.071 มิลลิกรัม (3%)
โพแทสเซียม 191 มิลลิกรัม (4%)
โซเดียม 2 มิลลิกรัม (0%)
สังกะสี 0.07 มิลลิกรัม (1%)
ฟลูออไรด์ 7.8 ไมโครกรัม
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

สาระดีๆ อ่านได้ที่ www.n-spa.net

ไฮยาลูรอน กุญแจของผิวอ่อนเยาว์

ไฮยาดูรอน

ShikoThailand.com

ไฮยาลูรอน กุญแจของผิวอ่อนเยาว์

ไฮยาลูรอน (Hyaluronic Acid) เป็นกรดที่ร่างกายผลิตได้เอง แต่จะค่อยๆ ผลิตลดลงเมื่อเราอายุมากขึ้น 30 ปี

ร่างกายเรา ตรงไหนล่ะที่มีไฮยาลูรอน
>>> วุ้นในโพรงลูกตา
>>> น้ำหล่อลื่นข้อต่อ
>>> เนื้อเยื่อ
>>> จุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์
>>> ใต้ผิวหนังระหว่างคอลลาเจน และอิลาสติน

งานหลักของไฮยาลูรอน

>>> ช่วยเพิ่มความต้านทานต่อการเสียดสีของเซลล์
>>> เพิ่มความยืดหยุ่น อยู่ระหว่างคอลลาเจนและอีลาสติน
>>> ช่วยลำเลียงสารอาหารไปยังเซลล์ต่าง ๆ
>>>ช่วยกักเก็บน้ำไว้ใต้ผิว
>>>ช่วยป้องกันผิวถูกทำลายจากสารเคมี
>>>ช่วยลดการอักเสบ และการบวมน้ำ
>>> ช่วยรักษาระดับน้ำในร่างกาย

ในเมื่อเจ้าไฮยาลูรอนถูกผลิตขึ้นและถูกหล่อเลี้ยงจากบริเวณใต้ผิวหนังของเรา มันก็จะช่วยให้ผิวหนังสามารถเก็บกักความชุ่มชื่นได้มากกว่าปกติหลายเท่า

ให้เห็นภาพง่ายๆ ไฮยารูรอนก็เหมือน คริสตัลเจล ที่เราเอาไปแช่น้ำ แล้วจะลูกใหญ่ขึ้น เต่งตึง นุ่ม และยืดหยุ่นมากขึ้น เหมือนกับผิวเราถ้าอุ้มน้ำได้ดี ก็จะเต่งตึง เรียบเนียน เปล่งปลั่ง ไม่มีริ้วรอย สั้นๆ ง่ายๆ ผิวอิ่มน้ำเปล่งปลั่ง ผิวสุขภาพดีนั่นเอง

คุณสมบัติเด่นอีกอย่าง คือ รักษาอาการบาดเจ็บของเซลล์ผิวหนังได้เร็วกว่าปกติ 80% แม่เจ้า นั่นหมายถึงแผลเราจะหายเร็วขึ้น รอยสิว รอยแผลสิว ก็หายเร็วขึ้นด้วยน่ะซิ

เด็ดที่สุด คือ ช่วยลดการสร้างอนุมูลอิสระ และช่วยกรองรังสี UV ได้อีกด้วย แบบนี้นี่เอง ไฮยาลูรอนจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาผิวสวยสุขภาพดี อ่อนเยาว์

……………………………………………………………………….

การเพิ่มกรดไฮยาลูรอนให้ร่างกายทดแทนการผลิตที่น้อยลงของร่างกาย โดยการทานอาหารที่มีกรดไฮยาลูรอนนิคอยู่มาก ได้แก่ หนังไก่ ตีนหมู หูฉลาม กระดูกอ่อนปลาฉลาม ลูกตาปลา ซึ่งต้องมีปริมาณมากพอ แต่ต้องระวังแคลลอรี่ที่เพิ่มขึ้นมาด้วยค่ะ

Shiko ขอนำเสนอ Shiko Plus Collagen คอลลาเจนเปปไทด์ผสมกระดูกอ่อนปลาฉลามและแคลเซียมแอสคอเบต(วิตตามินซี) เป็นชนิดเม็ดที่สามารถรับประทานได้ง่าย ด้วยคอลลาเจนเปปไทด์ที่มีขนาดโมเลกุลเล็ก เสริมคอลลาเจนให้แก่ผิวมีความเรียบเนียน เต่งตึง ลดการสูญเสียคอลลาเจน

กระดูกอ่อนปลาฉลามที่อุดมด้วยกรดไฮยารูรอนนิก และแคลเซี่ยมสูง ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งอิ่มน้ำ ลดภาวะกระดูกพรุน เพิ่มมวลกระดูก ให้กับร่างกาย

แคลเซียมแอสคอร์เบต ที่เมื่อละลายกับน้ำจะได้ แคลเซี่ยมและวิตตามินซี เป็นวิตตามินซีที่ไม่มีสภาวะเป็นกรด ทำให้ไม่รู้สึกเสาะท้องช่วยน้ำพาคอลลเจนเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของร่างกาย

ไม่มีส่วนผสมของสารเร่งขาว ผิวที่ใสขึ้นจึงเกิดจากผิวสุขภาพดี ไม่มีผลข้างเคียงต่อตับและไต ผ่านการตรวจจาก อย.เป็นที่เรียบร้อย และผลิตในโรงงานผ่าน GMP กฎหมาย คุณจึงมั่นใจได้ในคุณภาพ และความปลอดภัย

บรรจุในซองอลูมิเนียมฟอยด์ มีซิปล๊อก สามารถพกพาได้สะดวก และป้องกันความชื้น เก็บรักษาง่ายๆ เพียงปิดซิปล๊อกให้สนิท

1 ซอง มี 60 เม็ด สามารถทานได้ 1 เดือน

– สำหรับผู้ที่มีปัญหาเร่งด่วน ฟื้นฟูปัญหาสิว ฝ้า กระ หลุมสิว หรือริ้วรอยเร่งด่วน ควรทาน 4 เม็ดก่อนนอน (สามารถแบ่งทาน 2 เม็ดหลังตื่นนอน และ 2 เม็ดก่อน)
– สำหรับบำรุงผิวให้แลดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ ทาน 2 เม็ดก่อนนอน

คุณสามารถสอบถาม เพื่อหาคำตอบปัญหาผิวพรรณ หรือสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ จากเจ้าหน้าที่ ผ่านช่องทาง ต่อไปนี้ค่ะ

สั่งซื้อสินค้ากับเรา
คลิก https://www.facebook.com/media/set/?set=a.674062015981013.1073741833.670994372954444&type=1

เกร็ดความรู้เรื่องคอลลาเจน

เกร็ด

ShikoThailand.com

ทำไมต้องเสริมคอลลาเจนด้วยการรับประทาน

เมื่อถึงเวลาที่ผิวคุณต้องการเติมคอลลาเจนโปรตีน เราต้องรู้ก่อนว่าสารอาหารนี้เป็นโปรตีนที่มีโครงสร้างโมเลกุลใหญ่มาก ดังนั้นคอลลาเจนทั่วไปไม่สามารถซึมผ่านผิวเราได้โดยการทาหรือกินสารอาหารที่มีคอลลาเจนทั่วๆไป การเติมสารนี้เข้าผิวคุณให้ได้ผลสามารถทำได้ 2 วิธีคือ โดยการรับประทานในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือ โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังชั้นหนังแท้

วิธีการรับประทานจึงเป็นวิธีการที่สะดวกกว่า เพราะจะช่วยให้ได้รับจากการบริโภคคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอทุกๆวัน เพียงพอต่อผิวหนังคุณที่ต้องการสารนี้นำไปช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิวหนังอย่างได้ผล และทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น นุ่มเนียนขึ้น

ปัจจุบันนี้มีการนำสารสกัดโปรตีนจากปลา ที่ให้มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายกับโครงสร้างของคอลลาเจนของผิวคนมากที่สุด เมื่อดื่มเข้าไปแล้วจึงจะสามารถช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนภายในผิวคุณไปช่วยให้ริ้วรอยต่าง ๆ จางหาย

ถ้าจะให้ดีควรเป็นคอลลาเจนบริสุทธิ์ 100% ไม่ควรเติมสารกันบูด และสารแต่งกลิ่น ปราศจากไขมันและน้ำตาลใดๆเพื่อความปลอดภัยค่ะ

รู้ได้อย่างไรว่าคอลลาเจนจะได้ผล

คอลลาเจนที่ร่างกายดูดซึมได้เข้าไปจะไปทำหน้าที่เป็นโปรตีนไฟเบอร์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่ออวัยวะทุกส่วนของร่างกายเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกระดูก ผิวหนัง ปอด เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ กระดูกอ่อน โดยไปสร้างความแข็งแรงโดยทำงานร่วมกับอีลาสติน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นแก่อวัยวะส่วนต่างๆของผิวหนังโดยมีระยะเวลาเห็นผลประมาณ 30 – 60 วัน

คุณสามารถสัมผัสถึงพลังของคอลลาเจนเสริมที่มีผลต่อการคืนความเยาว์วัยคืนมาได้โดย ริ้วรอยต่างๆที่ย่นยับจะตื้นขึ้น ผิวที่หย่อนยานจะกระชับขึ้น รวมไปพบว่าผิวมีความชุ่มชื้นมากขึ้น สำหรับผม และ เล็บจะแข็งแรงและหนาขึ้น

สนใจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทำจากคอลลาเจนเปปไทด์ดูดซึมได้รวดเร็ว สามารถสอบถามรายละเอียดผลิตภัณฑ์ได้ที่

โทร. 08 700 22 500
LINE ID : shiko750
www.ShikoThailand.com

กระดูกอ่อนปลาฉลาม มหัศจรรย์

กระดูก
ShikoThailand.com

กระดูกอ่อนปลาฉลาม คือ โครงกระดูกของปลาฉลามทั้งตัวนำมาบดละเอียด อุดมไปด้วย ธาตุแคลเซียม, ฟอสฟอรัส, สารกลัยโคซามิโนกลัยแคน (Glycosaminoglycans) และสารมูโพลีแซคคาไรด์ (Mucopolysaccharide)

จากการศึกษาค้นกว้าคุณสมบัติที่พิเศษของปลาฉลามโดยนักวิจัยและได้มีการเผยแพร่ไปทั่วโลกได้พบความมหัศจรรย์ของปลาฉลามที่ช่วยในการรักษาโรคโดยเฉพาะโรคมะเร็งซึ่งได้รับความสนใจมาก มีนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของปลาฉลาม

พบว่าปลาฉลามมีระบบภูมิคุ้มกันพิเศษสามารถต้านทานโรคภัยไข้เจ็บได้สูง โดยเฉพาะโรคมะเร็งถึงแม้จะอยู่ในสภาพน้ำที่สกปรกก็ตามอาจกล่าวได้ว่า

ปลาฉลามเป็นสัตว์ที่ไม่เป็นโรคมะเร็ง การที่ปลาฉลามมีคุณสมบัติพิเศษกว่าสัตว์ชนิดอื่นเนื่องจากปลาฉลามมีสารกลัยโคซามิโนกลัยแคน (Glycosaminoglycans) และสารมูโคโพลีแซคคาไรด์ (Mucopolysaccharide) ซึ่งพบในกระดูกของปลาฉลามแตกต่างจากกระดูกสันหลังสัตว์อื่นๆ ช่วยให้ปลาฉลามมีความแข็งแรงและต้านทานโรคสูง

สารอาหารที่สำคัญในกระดูกอ่อนปลาฉลาม

ในกระดูกอ่อนปลาฉลามนอกจากจะมีธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ช่วยในการสร้างกระดูกและฟันเหมือนกระดูกปลาทั่วไป
แล้ว

ยังมีสารที่ทำให้เกิดความมหัศจรรย์อื่นอีก คือ สารมูโคโพลีแซคคาไรด์ และโปรตีน เป็นตัวสร้างภูมิคุ้มกันต้านทานโรค ลดการอักเสบ ยับยั้งการเกิดโครงข่ายเส้นเลือดฝอยที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่รอบๆ บริเวณที่มีเนื้องอกหรือเนื้อเยื่ออักเสบ เป็นการควบคุมการขยายตัวของโรคเนื้องอก

ระบบภูมิคุ้มกันของปลาฉลาม

ปลาฉลามมีระบบภูมิคุ้มกันแบบดั้งเดิม คือ มีสารแอนตี้บอดี้หลายล้านชนิดและทำงานเฉพาะเมื่อถูกกระตุ้นจากสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเท่านั้น การที่ปลาฉลามมีสารแอนตี้บอดี้เป็นจำนวนมาก ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดสิ่งแปลกปลอมจึงไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายได้

จอห์น ฟอร์เรส นักวิจัยแห่งศูนย์ทดลองชีวภาพเกาะเม้าน์ทเดสเซอร์ท ในรัฐเมน สหรัฐอเมริกาได้ทดลองผ่าปลาฉลามแล้วเย็บแผล หลังจากนั้นนำไปใส่ไว้ในน้ำสกปรกปรากฏว่าปลาฉลามไม่ติดเชื้อใดๆ เลย

จากการศึกษาเรื่องโรคมะเร็งโดย ดร.โฟล์คแมน แห่งโรงพยาบาลเด็กและคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดในเมืองบอสตัน พบว่าเนื้องอกไม่สามารถเจริญเติบโตได้

ซึ่งผลการศึกษานี้ถูกสรุปไปในทิศทางเดียวกันจากทดลองด้วยผู้ป่วยมะเร็งของ ดร.เออร์เนสโต้ คอนเทรราส จูเนียร์ และ ดร.วิลเลี่ยม เลนส์

นักวิจัยได้ทำการทดลองนำสารสกัดจากกระดูกอ่อนปลาฉลามไปฉีดให้ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบซึ่งพิการและมีอาการรุนแรง ปรากฏว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้น ดร.ไฮเซ่ เอ ออร์คาซิต้า แห่งคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยไมอามี่ได้ให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อกระดูกอักเสบเรื้อรัง และมีอาการปวดอย่างรุนแรงรับประทานกระดูกอ่อนปลาฉลามแห้ง ผลปรากฏว่าผู้ป่วยทุกรายมีอาการดีขึ้น

นอกจากนี้นักวิจัยเชื่อว่ากระดูกอ่อนปลาฉลามอาจสามารถป้องกันโรคตาเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานและโรค Neovascular Glaucoma ซึ่งจะเกิดการแตกของเส้นเลือดฝอยในเรตินาและมีเลือดออก หลังจากนั้นเกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ทำให้การมองเห็นไม่ชัดและในที่สุดทำให้ตาบอด

กระดูกอ่อนปลาฉลามยังสามารถใช้ได้กับผู้ที่ผ่าตัดต้อกระจกได้ด้วย นอกจากนี้ยังใช้รักษาโรคผิวหนังโซเรียซิส ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้ผิวหนังหยาบกระด้างแล้วหลุดออก อาจเกิดการสร้างเส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนัง กระดูกอ่อนปลาฉลามยังสามารถช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นด้วย

ไม่เพียงเท่านี้กระดูกอ่อนปลาฉลามยังเป็นกุญแจของความอ่อนเยาว์ของผิว เพราะมีกรดไฮยาลูรอน จำนวนมากในกระดูกอ่อนปลาฉลาม ซึ่งจะช่วยให้ผิวหนังสามารถเก็บกักความชื้นได้มากกว่า ทำให้ผิวหนังแน่น เนียนเรียบ

ไฮยาลูรอนจะคอยพยุงคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนัง ถ้าไฮยาลูรอนสมบูรณ์ แข็งแรง ใส ยืดหยุ่น อมน้ำได้ดี ก็จะสะท้อนสีของคอลลาเจนได้ดี ทำให้ผิวเปล่งประกาย เนียนเรียบ

** ผู้ที่ไม่ควรรับประทานกระดูกอ่อนปลาฉลาม**

เนื่องจากกระดูกอ่อนปลาฉลามมีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเส้นเลือดใหม่ ดังนั้น เด็ก หญิงมีครรภ์ หญิงที่อยากจะมีครรภ์และผู้ที่ได้รับการผ่าตัดไม่ควรรับประทานกระดูกอ่อนปลาฉลาม

เติมไฮยาลูรอนสู่ผิวด้วยกระดูกอ่อนปลาฉลามด้วยการรับประทาน ช่วยส่งเสริมการทำงานของคอลลาเจนให้ผิวสวยเป็นระบบและทำให้ผิวแข็งแรงกว่าการได้รับคอลลเจนเพียงอย่างเดียวเข้าสู่ร่างกาย

สนใจผลิตภัณฑ์ คอลลาเจนผสมกระดูกอ่อนปลาฉลาม และแคลเซี่ยมแอสคอร์เบต (วิตตามินซี) สามารถติดต่อสอบถามและสั่งซื้อได้หลายช่องทาง ดังนี้

>>> โทรสั่งซื้อ ที่ 087-002200

>>> ไลน์ ไอดี shiko750
(เพื่อความรวดเร็วของท่าน แอดแล้วทักได้เลยนะคะ)

>>> สั่งซื้อผ่านระบบตะกร้าออนไลน์ 24 ชม.
จากหน้าเว็บไซต์ www.shikocollagen.com